ย้อนไปเมื่อปี 2014 มีโครงการชื่อว่าบ้านในฝันของประเทศจีน โดยเชิญเหล่าสถาปนิก ผู้ออกแบบ หลายแขนงมาดีไซน์บ้าน อาคารเก่าที่พบปัญหาบ่อย เช่น รูปทรงบิดเบี้ยว บ้านขนาดเล็ก แคบ ซอยตัน และอื่นๆ การออกแบบมีคอนเซปที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อยู่อาศัย ชุมชน สังคมของบ้านนั้นๆ กล่าวได้ว่าการรีโนเวทนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อลูกค้าเท่านั้น แต่คือการต่อยอดไปยังคนรุ่นปัจจุบันหรือในอนาคตได้
A Home in the Gap

หลังนี้ถูกปิดล้อมด้วยผนังของเพื่อนบ้าน มีลักษณะสามชั้นโดยหนึ่งในผู้อาศัยพิการขาทั้งสองข้าง อยู่กับครอบครัวพ่อแม่ลูกและญาติอีกจำนวนหนึ่งทำให้บ้านมีบรรยากาศค่อนข้างหนาแน่นและอึดอัด จึงออกแบบให้ชั้น 1 แบ่งเป็นสองส่วนชัดเจนมีบันไดแยกออกจากกันซึ่งแก้ปัญหาชัดเจนในเรื่องความเป็นส่วนตัว และด้วยผู้พิการจึงมีการออกแบบลิฟต์ขนาดเล็กขึ้นด้วยในฝั่งทิศตะวันตก ห้องครัวถูกจัดอยู่ที่ชั้น 1 มีห้องน้ำที่ชั้นสองและสาม ฝั่งตะวันออกเป็นส่วนนั่งเล่น ในชั้นดาดฟ้านั้นถูกตบแต่งด้วยไฟประดับ สุดท้ายตรงชานดาดฟ้าไว้เพื่อติดไฟนอกบ้านและวางอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศ


Home in the Wonton Restaurant

รีโนเวทให้เป็นบ้านและร้านบะหมี่เข้าด้วยกัน ดีไซเนอร์ออกแบบให้ชั้นที่ 1 คือร้านบะหมี่ส่วนชั้นที่ 2 และห้องใต้หลังคาเป็นที่อยู่อาศัย โดยร้านบะหมี่นั้นออกแบบให้มีลูกค้าจำนวนหนึ่งเพราะครัวขนาดเล็กจึงรองรับได้ไม่มากและเน้นขายหลังเลิกงาน ชั้นที่ 2 นั้นจะมีห้องนั่งเล่น ห้องนอนและเฟอร์นิเจอร์ที่เคลื่อนย้ายได้ส่วนห้องใต้หลังคานั้นจัดไว้เป็นพื้นที่เอนกประสงค์ ความจริงแล้วผู้ออกแบบแนะนำให้เป็นร้านบะหมี่อย่างเดียวแต่เจ้าของยังยืนยันให้เป็นลักษณะข้างต้น

A Home Like A Rockery

บ้านทรงไม่เหมือนใครนี้มีเจ้าของพักอยู่ชั้นบนสุด จากทั้งหมด 4 ชั้นซึ่งบ้านสูงทั้งหมดแค่ 4 เมตร แต่ละชั้นมีพื้นที่ใช้สอย 6-7 ตร.ม เท่านั้นเอง แต่ละชั้นเชื่อมต่อด้วยบันชันเกือบ 90 องศา ทำให้มีชื่อว่าบ้านหรือภูเขากันแน่เพราะทั้งชันและขึ้นลงยาก ถ้ามองจากด้านนอกทั้งสี่ด้าน ชั้นท่าองขึ้นไปจะเป็นหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อลดความแออัดในทัศนวิสัยน์ของผู้อยู่และออกแบบ บันไดให้ชันน้อยลงและเพิ่มชานพักทำให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มประมาณหนึ่ง สำหรับงานระบบไฟและเครื่องปรับอากาศจัดอยู่บริเวณชั้นบนสุดซึ่งตบแต่งด้วยสวนเล็กๆ

A Home Like A Passageway

บ้านทรงแนวยาว แคบ และเป็นตัว L นี้ถูกขนาบข้างด้วยรั้วและผนัง ผู้อยู่อาศัยมีทั้งรุ่นแก่จนถึงรุ่นลูกจำนวน 6 คน แต่ละห้องคล้ายตู้ขบวนรถไฟอีกทั้งแสงภายนอกยังน้อยไปทำให้บรรยากาศค่อนข้างคับแคบ

ผู้ออกแบบจึงเพิ่มหลังคาโปร่งแสงกว้าง 40 ซม.ชั้นแรกของบ้านตบแต่งด้วยไม้ โดยมีทรงและความสูงจัดแบ่งเพื่อประโยชน์ของพื้นที่ และชั้นสองเป็นที่ไว้เพื่อเด็กเล็ก นอกจากนี้มีประตูสนามหลังบ้าน ถูกสร้างขึ้นด้วยระแนงไม้และกระจกโปร่งแสงช่วยให้อากาศเข้าออกได้เต็มที่ เชื่อมต่อกันระหว่างข้างในและนอกบ้านโดยสมบูรณ์
A Home in A Paper-like Building

โปรเจกหลังนี้คือชั้นบนสุดของอาคารที่มีรูปทรงเหมือนกระดาษ ทรงของอาคารลักษณะสามเหลี่ยม มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 25 ตร.ม. มีมุมห้องที่คมซึ่งยากในการตบแต่ง

ถึงกระนั้นเองผู้ออกแบบใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า ผนังห้องใต้หลังคาถูกออกแบบให้หักมาด้านในช่วยลดความอึดอัดจากมุมสามเหลี่ยม ในส่วนของระเบียงด้านนอกที่มีพื้นที่อยู่นั้นยังคงเก็บไว้และที่มุมสามเหลี่ยมนั้น มีการตบแต่งเพิ่มเติมเช่น ต้นไม้หรือเฟอร์นิเจอร์อื่น สุดท้ายบันไดที่ขึ้นไปห้องใต้หลังคาที่สูงชันถูกเปลี่ยนเป็นบันไดราวจับที่มั้นคงกว่าเดิม
An Unabandoned Home

เดิมบ้านหลังนี้มีอายุเกือบร้อยปี สูง 17 เมตร จำนวนสามชั้นครึ่งเจ้าของผู้ได้รับมรดกมาแม้จะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยอยู่บ้าง

แต่ก็ยังยืนกรานเพื่อตบแต่งใหม่ครับ โดยผนังทั้งสองฝั่งติดกับบ้านข้างๆซึ่งเป็นปกติของที่อยู่อาสัยละแวกนี้ ดังนั้นผู้ออกแบบจึงเสริมโครงสร้างด้วยเฟรมเหล็กด้านในของบ้าน มีการเพิ่มฐานรากบางส่วนเพื่อรองรับโครงสร้างดังกล่าว ทำให้เปลี่ยนจากบ้านสามชั้นเป็นบ้านที่มีโครงสร้างห้าชั้นแทน

นอกจากนี้มีการตบแต่งไฟและระบบปรับอากาศใหม่ เฟอร์นิเจอร์ของเดิมบางชิ้นยังคงไว้เพื่อเก็บเป็นความทรงจำครับ
A Home on the Cliff

ดัดแปลงบ้านที่อยู่ริมทะเล ซึ่งมีทั้ง ลม ทรายพัดอยู่ตลอด ข้างในบ้านยังคงคล้ายเดิม และทุกห้องยังคงเห็นวิวของทะเลได้ด้วยการเพิ่มขนาดหน้าต่างและมีการติดตั้งด้วยระบบคอนกรีตใหม่ที่จะช่วยลดปัญหาน้ำซึมหรือไหลมาตลอดทั้งปีได้

ชั้นบนสุดถูกออกแบบเพื่อการระบายน้ำที่ดีและก่อบล็อคแก้วที่สามารถมองทะลุได้ วัสดุที่ถูกเลือกมานั้นสำหรับทนต่อสภาพอากาศริมทะเลและเมื่อมองจากภายนอกบ้านจะดูโดดเด่นและแปลกตา เจ้าของบอกว่าต้องการให้เด่นคล้ายกับบ้านประภาคารนั่นเอง
A Home within Thirteen Steps

ดัดแปลงบ้านที่อยู่ชั้นบนสุดของอาคารเก่าแก่ในปี 1980 ผู้พักอาศัย 5 คน ประกอบไปด้วยคนแก่และวัยรุ่น บ้านนี้ มีทรงคล้ายกับมือจับมีด พื้นที่ใช้สอบน้อยกว่า 34 ตร.ม. และ 13 ก้าวก็สามารถเดินถึงกันได้แล้ว ผู้ออกแบบได้ปรับเปลี่ยนทางเข้าบ้านและห้อนต่างๆเป็นลักษณะเรียกว่า "Cui Ling Long" ซึ่งช่วยให้มุมมองกว้างขึ้น

และเนื่องด้วยผู้อาศัยทั้งหมด มีความสูงเฉลี่ยนไกล้กันจึงได้ต่อเติมชั้นลอยเพื่อให้เด็กๆ ผนังด้านหลัง ทีวีใช้วัสดุดินละเอียดที่เหมือนกับบ้านเกิดของผู้อยู่อาศัยทำให้ลดความคิดถึงบ้านได้
A Home Fight for Every Millimeter

หลังนี้อาศัยกันอยู่ 4 คนมีลักษณะคับแคบ บันไดเดิมชันเกือบ 90 องศาเชื่อมต่อกับชั้นหลังคา และชั้นหลังคามีขนาดคับแคบไม่สามารถยืนตรงๆได้ ผู้ออกแบบจึงต้องใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเริ่มจากแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งสูง 5.1 เมตร และ 3.1 เมตร

แบ่งเป็นห้องนั่งเล่นและห้องนอนลูกชายตามลำดับ เตียงนอนมีความสูง 40 ซม. ซึ่งจะช่วยยกเพดานของชั้นล่างขึ้นมาได้ 5.1 เมตร ส่วนชั้นล่างนั้นแบ่งเป็น สามส่วน ห้องครัว ห้องน้ำและห้องนอนรวมจะสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มทุกอณู
A trapped Home

หลังนี้ตั้งอยู่ในชุมชนหนาแน่น ล้อมไปด้วยกำแพงและผนังบ้านอื่นๆคล้ายติดอยู่ในกับดักตามชื่อ ลักษณะเดิม สามชั้นครึ่ง สูง 12 เมตร ผนังก่ออิฐ และคอนกรีต

ออกแบบใหม่โดยอิงกับลักษณะอาคารแนวแคบของเดิม มีการเปลี่ยนบันไดจากเดิมบันไดตรงเป็นบันไดแยกส่วน ชั้นล่างสุดเปิดให้ได้รับแสงธรรมชาติจากหลังคาที่ส่องถึงได้ ส่วนอื่นให้ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนเองในภายหลัง

ผนังของบ้านตบแต่งด้วยหินสีแดงซึ่งจะกลมกลืนกับบ้านในละแวกดังกล่าว
An Unforgettable Home

บ้านที่ไม่หลงไม่ลืมหลังนี้ถูกตบแต่งให้กับผู้สูงอายุที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยเจ้าของต้องการให้คุ้นเคยกับที่อยู่มากที่สุด โดยแต่เดิมเป็นบ้านชั้นเดี่ยวมีทางเดินไปสู่บ้านสองชั้น ผู้ออกแบบสร้างหลังคาตรงทางเดินดังกล่าวและเปลี่ยนสนามข้างบ้านเป็นห้องปกติ ทำให้บ้านทั้งสองหลังเป็นหลังเดี่ยวครับ เพิ่มเติมในส่วนของแสงไฟต่างๆ เลือกสีที่อบอุ่นและมีจำนวนมากพอเพื่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย
A Gourmet Home Under Shuangta

สุดท้ายที่โปรเจคเปลี่ยนตลาดของคนยุคก่อนเป็นคอมมิวนิตี้ยุคใหม่ โดยนักออกแบบห้าท่าน เริ่มจากเพิ่มจุดทางเข้าเป็น 7 จากเดิม 3 เพิ่มพื้นที่เปิดโล่งมากขึ้น ส่วนของตลาดสดยังคงมีอยู่แต่ลดขนาดลงและแยกออกไป เพิ่มในส่วนของศูนย์อาหารปรับทัศนียภาพด้วยจอโปรเจกเตอร์ล้อมรอบ

ส่วนของโลโก้มีการปรับเปลี่ยนโดยคำนึงถึงสีและสัญลักษณ์เดิมไว้ Gourmet Home Under Shuangta ได้กลายมาเป็นที่รวมตัวของคนรุ่นใหม่และยังคงสไตล์เดิมของตลาดเก่าไว้ด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก Archdaily.com